วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

โพสโมเดิร์นตามแนวคิดของ Jean Baudrillard



Jean Baudrillard ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับโพสต์โมเดิร์นว่าเป็นโลกแห่งมายาภาพ ที่ซึ่งพวกเราไม่อาจจำแนกความแตกต่างระหว่างความจริง (reality) และมายาภาพ (simulation) ออกจากกันได้อีกแล้ว ภาพเสมือน(simulacra) มันไม่ได้เป็นตัวแทนความจริงของสิ่งใดเลย เว้นแต่ตัวของพวกมันเอง: มันไม่มีความจริงอื่นอีกซึ่งมันอ้างอิงถึง ผลที่ตามมา Baudrillard สามารถอ้างต่อไปว่า ดิสนีย์แลนด์ และโทรทัศน์ ปัจจุบันได้สถาปนาความจริงของอเมริกาขึ้นมา และ ยิ่งไปกว่านั้นซึ่งน่าทึ่งมาก สงครามอ่าวเปอร์เชียมันไม่ได้เกิดขึ้น มันเป็นแต่เพียงความจริงเสมือนอันหนึ่งเท่านั้น ไม่น่าประหลาดใจ อันนี้เป็นทัศนะหนึ่งที่ดึงดูดและกระตุ้นความสนใจให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน อย่างรุนแรงและมากมายตามมา สำหรับการเยาะเย้ยถากถาง(cynicism)ที่โดดเด่นของคำพูดนี้ และถูกหาว่า มันเป็นคำพูดที่ขาดเสียซึ่งความรู้สึกอ่อนไหวต่อมติของความเป็นมนุษย์ที่ เข้ามาเกี่ยวข้อง

ข้ออ้างเหตุผลอีกประการหนึ่งของ Baudrillard ก็คือ นั่นได้ให้แรงดลใจต่อการโต้เถียงค่อนข้างมากที่ว่า ระบบต่างๆนั้น ไม่ต้องถูกต่อต้านอีกต่อไปแล้ว เพราะพวกเขาจะถูกล่อลวงแทน โดยที่เขาหมายถึง การล่อลวงให้ตกอยู่ในภาวะจำยอม บรรดานักสิทธิสตรีทั้งหลายได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับสิ่งที่พวก เธอพิจารณาหรือถือว่า เป็นอคติการแบ่งแยกทางเพศ โดยรูปแบบของความคิดเกี่ยวกับการล่อลวง และกล่าวหา Baudrillard เกี่ยวกับทัศนคติตายตัวในเรื่องเพศ ที่เสริมเพิ่มพลังขึ้นมาใหม่โดยการใช้ประโยชน์ของมัน ขณะเดียวกันมีการยอมรับพลังของข้อถกเถียงของนักสิทธิสตรี ใครสักคนอาจถือว่าการล่อลวงเป็นความพยายามของหลังสมัยใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะอีกอันหนึ่งด้วย ในการขุดเซาะระบบต่างๆโดยการหาจุดต่างๆที่อ่อนแอของพวกมัน โดยทั่วไป ปรัชญาหลังสมัยใหม่มองว่า ไม่ต้องการการเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมากับระบบทั้งหลายที่ทรงอำนาจ อันที่จริงเพียงเอาใจใส่ต่อการสาธิตให้เห็นว่าระบบต่างๆนั้น สามารถถูกทำให้ระเบิดขึ้นมาจากภายในได้อย่างไรเท่านั้น

โพสโมเดิร์นตามแนวคิดของ Michel Foucault


Michel Foucault ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับโพสต์โมเดิร์นว่า เป็นการตีความวาทกรรม (Discourse) ซึ่งได้ใช้ศัพท์คำนี้ในหนทางที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการอธิบาย วาทกรรมต่างๆ ได้รับการโฆษณาชวนเชื่อโดยสถาบันบางแห่ง และได้แบ่งแยกโลกในหนทางต่างๆ โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถที่จะพูดถึงวาทกรรมทางการแพทย์ ทางกฎหมาย และทางจิตวิทยาได้ การวิจารณ์ทางวรรณกรรมก็เป็นวาทกรรมหนึ่งด้วย เช่นเดียวกับที่มันเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยคำศัพท์ที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับการ แบ่งระดับชั้น (สมเกียรติ ตั้งนโม, 2544) วาทกรรมอาจดูเหมือนศัพท์เทคนิค (technical term) แต่แท้จริงแล้วมันคือเทคนิคของการใช้อำนาจผ่านภาษาและปฏิบัติการชวนเชื่อ ต่างๆ Foucault ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของวาทกรรม (discourse) และการวิเคราะห์วาทกรรม (discourse analysis) ทั้งนี้ในหนังสือเรื่อง The Order of Things ของเขาว่า วาทกรรมโดยทั่วๆ ไป และวาทกรรมแบบวิทยาศาสตร์เป็นการเฉพาะนั้น เป็นความเป็นจริงที่มีความยุ่งยากและมีความสลับซับซ้อนสูงมาก จนทำให้เราไม่เพียงแต่สามารถ แต่ควรที่จะปะทะกับความยุ่งยากสลับซับซ้อนนี้ในต่างระดับและต่างมรรควิธี ด้วย" เขามองว่า การมองการพัฒนาในฐานะที่เป็นวาทกรรม จะช่วยเราสามารถพูดถึงประเด็นปัญหาหนึ่งได้อย่างจริงจังกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ "ความเป็นอื่น" (Other) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ "ทางเลือกในการพัฒนา" ซึ่ง "ความเป็นอื่น" ของการพัฒนานี้ เป็นการพูดถึงรายละเอียดและกระบวนการของการสร้างเอกลักษณ์/ตัวตนของสิ่งที่ เรียกว่า "การพัฒนา" ว่ามีความเป็นอย่างไร ดังนั้นวาทกรรรมการพัฒนาในรูปแบบใหม่จึงเป็นวาทกรรมของการเปิดพื้นที่ ต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในอีกรูปแบบที่เกิดหลังสมัยใหม่ซึ่งต้องการโฆษณา สร้างภาพและสร้างความจริงในอีกรูปแบบที่แตกต่างกัน

โพสโมเดิร์นตามแนวคิดของ Jacques Derrida



Jacques Derrida ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับโพสต์โมเดิร์นว่า เป็นการรื้อสร้าง (Deconstruction) สิ่งที่เขาเสนอคือ การเปิดเผยให้เห็นเงื่อนงำของตัวบท (text) เพื่อเผยการจัดลำดับความสำคัญภายในตัวบทที่ไม่มีมูล การเผยให้เห็นถึงข้อสันนิษฐานที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (presupposition) รวมถึงโครงสร้างเชิงอภิปรัชญาที่ซ่อนอยู่ และเพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวคิดแบบ logocentric การยึดถือภาษาว่าเป็นรากฐานการแสดงออกของความจริง ซึ่งวิธีการรื้อสร้างหรือการเขียนใหม่นั้น มีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นคือ การลดทอน การสร้าง และการทำลาย โดยกระบวนการทั้ง 3 ขั้นตอนนี้มีความเกี่ยวข้องกันและกัน "การสร้าง”(construction) มีความจำเป็นที่จะต้องเกี่ยวพันกับ "การทำลาย" (destruction) จากนั้นจึงวิเคราะห์" การทำลาย" (destruction) ด้วย "การรื้อโครงสร้าง" (deconstruction) สิ่งใดๆ ที่ใน text ทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏ ที่ตัวบทนั้น (text) สร้างขึ้นเพื่อควบคุมสมาชิก กล่าวโดยสรุปว่า หลักการข้างต้นนี้เป็นแนวคิดบางประการ ที่นักคิดหลังสมัยใหม่นิยมได้มองและให้ข้อเสนอในเชิงวิพากษ์วิธี ซึ่งท้ายที่สุดแล้วได้ก่อให้เกิดกระแสแนวคิดอื่นๆ ที่ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประเด็นของการศึกษาในการพัฒนา โดยกล่าวได้ว่าระเบียบวิธีหลังยุคสมัยใหม่ อาจมองได้เป็น 2 นัยยะ ทั้งในแง่ "post-positivist" และ "anti-positivist" ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ในแต่ละวิธีการได้นำไปสู่การตั้งคำถามและตอบคำถามต่อสิ่งนั้นด้วยวิธีการ อย่างไร เพื่ออะไร ใครเป็นผู้กำหนด ใครเป็นผู้ตอบ ใครได้ประโยชน์ และใครเป็นผู้เสียประโยชน์ ภายใต้การถูกผลิต/สร้างสิ่งนั้นโดยผ่านวาทกรรมและการปฏิบัติการ

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

นิทเช่ : ในฐานะรากฐานแนวความคิดปรัชญาหลังสมัยใหม่

Nietzsche (นิทเช่) ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนสุดยอดคนหนึ่งของเยอรมัน ร่วมกับ Goethe และ Luther. หลายต่อหลายคนในยุโรปรู้จักเขาในฐานะนักเขียนมากกว่านักปรัชญา. ต่อมาผมอยากให้พวกเรามาดูเรื่องเกี่ยวกับชีวประวัติของเขาไปตามลำดับ ซึ่งคงไม่ทำให้เราเสียเวลามากนัก

1. Life (ชีวิตของนิทเช่)
- raised by women (ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาโดยผู้หญิง) / มีคนถามว่ามันสำคัญตรงไหน. ในหนังสือของเขา ถ้าไปอ่าน วิธีเขียนของเขาไม่ค่อยชื่นชมผู้หญิงมากนัก เขามักจะด่าว่าผู้หญิงว่าเป็นพวกปากเสียมาโดยตลอด อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่เด็กอายุ 15 เป็นต้นมา เขาอยู่กับผู้หญิง 3-4 คนในครอบครัว (แต่ตรงนี้ผมขอผ่านไปก่อนนะครับ)

- classical education (philology), professor at 25 / เขาจะถนัดในเรื่องของภาษากรีก ไม่ใช่ปรัชญา. แต่ใครก็ตามที่ไปเรียนรู้เกี่ยวกับวรรณกรรมกรีกก็จะรู้ปรัชญาด้วย และพอมาถึงอายุ 25 ปีเขาได้เป็นศาสตราจารย์ที่สวิสเซอร์แลนด์

- 1879 retired - ill health / เขาเป็นศาสตราจารย์สอนหนังสืออยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ประมาณ 10 ปีก็ต้องเกษียรอายุตัวเอง เนื่องมาจากเหตุผลทางด้านสุขภาพ นอกจากนี้ก็เนื่องมาจากการเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้. แต่เหตุผลหลักของเขาเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ คือปวดหัวบ่อยๆ และระบบย่อยอาหารไม่ดี - 1889 insanity till death 1900 / ไม่มีคำที่สุภาพกว่านี้ คือ เขา"บ้า"จนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1900 รวมแล้วเขาต้องทนทุกข์กับการเสียสติอยู่นานถึง 11 ปี

คิดว่าไม่มีเวลาที่จะลงไปในรายละเอียด แต่ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าพอสมควร. ผลงานของนิทเช่ที่ได้รับการตีพิมพ์ ปรากฎว่าพี่สาวของเขาเป็นผู้จัดการดำเนินการสิ่งต่างๆเหล่านั้น เพื่อจะวางจำหน่าย และในช่วงเวลานั้นเกิดความคิดชาตินิยมเยอรมันขึ้นมา พี่สาวของนิทเช่ก็เลยชวนฮิตเลอร์มาดูเขาที่บ้าน และพยายามปรับปรุงแนวคิดของนิทเช่ให้มันเข้ากับแนวคิดนาซีมากพอสมควร เกิดการบิดเบือนขึ้น

หรือแม้แต่ในงานทางด้านศิลปะประเภท art Nouveau (ศิลปะนูโว) ก็นำเอานิทเช่มาเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดศิลปะใหม่ๆ ซึ่งผมคิดว่าไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่นิทเช่สอน เพราะมันไม่ได้เข้าไปในทฤษฎีหรือหัวใจของนิทเช่. ต่อมาผมขอมาพูดถึงเรื่องของบริบท

2. context (บริบท)
2nd half 19th century / เขามีชีวิตอยู่ในช่วงของปลายของคริสตศตวรรษที่ 19 ซึ่งนั่นหมายถึงในยุโรปกำลังมีอุตสาหกรรม เพิ่งจะผ่านพ้นการปฏิวัติฝรั่งเศสมา แล้วเหตุการณ์ในทวีปยุโรปเวลานั้นเกิดความวุ่นวายทางด้านเศรษฐกิจและทางการเมือง. แนวคิด communism และ socialism กำลังก่อกระแสที่จะมาแรง

- Enlightenment waning / อันนี้หมายความว่า บรรยากาศแบบ Enlightenment กำลังจะหายไป. ความคิดแบบ Enlightenment หมายถึงเรื่องของ optimism และ rational เป็นเรื่องของเหตุผล. ถ้าเราย้อนกลับไปถึงคำเรียกร้องของนักปฏิวัติฝรั่งเศส คือ เสรีภาพ ภราดรภาพ และเสมอภาค แสดงถึงความมั่นใจอย่างมาก และเขียนปฏิญานสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในปี 1789 เขามั่นใจว่าอีกไม่นาน โลกทั้งโลกจะต้องดีขึ้น. ปรากฎว่าในช่วง 1850 เป็นต้นมา optimism (การมองโลกในแง่ดี)มันหายไปบ้างแล้ว เนื่องมาจากกระบวนการอุตสาหกรรม หมายความว่า คนจะเข้าไปในเมืองกันเยอะ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ค่าเช่าบ้านก็แพง แรงงานเด็กถูกนำมาใช้. หมายความว่า ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำ มันไม่เหมือนกันกับที่เขาสัญญาไว้ และมันไม่ได้ optimism อย่างที่พูด

- Democratization, industrialization - unprecedented change / เป็นช่วงเวลาของการปลุกจิตสำนึกเอาไว้ในใจเกี่ยวกับเรื่องของประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะเป็น propaganda การโฆษณาชวนเชื่อเสียมากกว่า คือ การเมืองตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาต้องการโฆษณา. Enlightenment ในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปรัชญา การศึกษายังเป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อย มีแต่เฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้นที่ได้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้. แต่พอมาถึงปลายคริสตศตวรรษที่ 18 และมาถึง 19 เป็น mass society. ที่ผมเขียนว่า industrialization - unprecedented change ก็คือในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

- Commercialization, vulgarisation of life; becomes impersonal / สำหรับคำว่า Commercialization ก็คือการทำให้เป็นพาณิชยนิยม เริ่มบริโภคนิยมเข้ามา. vulgarisation of life ชีวิตไม่มีคุณค่านอกจากระบบการผลิต ผู้คนก็เริ่มไร้ตัวตนมากขึ้นในช่วงนี้

- Nietzsche alienated from his culture / นิทเช่เริ่มรู้สึกแปลกแยกจากวัฒนธรรมของเขา. เป็นช่วงเวลาที่มี mass culture เข้ามา. สังเกตนะครับว่านิทเช่ เขาไม่ได้สอนอะไรที่เป็นระบบระเบียบ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเขามีอยู่ตลอดก็คือ เขาจะ anti ทุกอย่างหมดเลย. อะไรที่เป็น"ลัทธินิยม"หรือ ism ต่างๆ ที่พยายามปลุกอุดมการณ์ เขาจะพยายาม anti หรือต่อต้านทั้งหมด. ทางปรัชญา ผมว่าประเด็นหลักก็คือตัวนี้ ซึ่งเขาไม่ได้สอนนะครับ แต่พอสรุปได้จากงานเขียนของเขา

- Man alone in irrational world / มนุษย์ลำพังเท่านั้นที่อยู่ในโลกที่ไร้เหตุผล

3. cognition = interpretation / แปลว่า"กระบวนการที่ได้มาซึ่งความรู้ โดยผ่านความคิดหรือประสบการณ์ ความคิดนั้นเป็นการตีความ หรือ เท่ากับการตีความ

4. the role of language (บทบาทของภาษา)

5. psychological basis of thought: (พื้นฐานทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความคิด)

6. consciousness is a disease: (ความคิดและจิตสำนึกเป็นโรคอย่างหนึ่ง)
- philosophy is fake - attempts to justify beliefs
- science also rests on interpretations

7. the will to power (เจตจำนงที่จะมีอำนาจ)

8. decadence of culture (ความเสื่อมโทรมของวัฒนธรรม)
9. existential problem

10. overman (อภิมนุษย์)

ที่มา : มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน